Category Archives: ผู้นำก้องโลก

ประวัติ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส

Published / by adminsforit

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงพระราชสมภพในกรุงบัวโนสไอเรส พระองค์ทรงมีพี่น้อง 5 คน ทรงเป็นบุตรชายของคนงานทางรถไฟ พระองค์ทรงได้รับปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเคมี จากมหาวิทยาลัยบัวโนสไอเรส และทรงเข้าศึกษาที่เซมินารีในย่านบียาเดโบโต พระองค์ได้เป็นปฏิญาณตนเป็นนักบวชคณะเยสุอิตเมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2501 และทรงได้รับใบรับรองด้านสาขาวิชาปรัชญา จาก Colegio Máximo San José ต่อมาพระองค์ได้ทรงทำการสอนวิชาวรรณกรรมและจิตวิทยาที่ Colegio de la Inmaculada และ Colegio del Salvador ในปี พ.ศ. 2510 ทรงจบการศึกษา แล้วรับศีลอนุกรมเป็นบาทหลวงเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2512 ทรงทำงานสอนที่มหาวิทยาลัย Facultades de Filosofía y Teología de San Miguel จนดำรงตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์ทางเทววิทยา ช่วง พ.ศ. 2516 – 2522 ทรงดำรงตำแหน่งอธิการเจ้าคณะแขวงคณะเยสุอิตในประเทศอาร์เจนตินา แล้วย้ายไปเป็นอธิการเซมินารีซานมีเกลจนถึงปี พ.ศ. 2529 เมื่อสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ทรงสละตำแหน่งเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 และได้เปิดทางให้มีการเลือกพระสันตะปาปาองค์ใหม่ จึงได้มีการจัดการประชุมเลือกตั้งพระสันตะปาปา โดยกำหนดให้มีขึ้นในวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2556 หลังจากการลงคะแนนเสียงครั้งที่ 5 โดยพระคาร์ดินัลผู้มีสิทธิ์ออกเสียงจำนวน 115 ท่าน ผลปรากฏว่าพระคาร์ดินัลคอร์เค เบร์โกเกลียว อัครมุขนายกแห่งบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ได้รับเลือก และทรงเลือกพระนาม “ฟรานซิส” ซึ่งหมายถึงนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี นับเป็นพระสันตะปาปาพระองค์แรกจากทวีปอเมริกาและคณะเยสุอิต ในวันที่ทรงได้รับเลือกตั้ง สันตะสำนักประกาศว่าพระนามอย่างเป็นทางการของพระองค์คือ “ฟรานซิส” ไม่ใช่ “ฟรานซิสที่ 1” พระองค์จะมีพระนามว่าฟรานซิสที่ 1 ก็ต่อเมื่อในอนาคตมีสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสที่ 2

ประวัติ วลาดีมีร์ ปูติน

Published / by adminsforit

บุคคลท่านนี้เป็นหนึ่งในบุคคลที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดของโลกอย่าง วลาดีมีร์ ปูติน  ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งรัสเซียคนปัจจุบัน เป็นผู้นำที่ไม่มีใครกล้าล้อเล่นด้วยเลย ด้วยมาดและบุคลิกที่ไม่เหมือนผู้นำทั่วไป ทำให้หลายชาติต่างเกรงกลัวเกรงใจปูติน แน่นอนว่า หลังจากจบจากมหาวิทยาลัย ประธานาธิบดีของรัสเซียได้รับราชการหน่วย KGB ทำให้เขาได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ที่คล้ายเจมส์ บอนด์ ต่อมาเพื่อนร่วมรุ่นของเขามาชวนปูตินไปทำงานในทำเนียบประธานาธิบดีเยลซินในกรุงมอสโก จึงได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยบอริส เยลซิน เป็นประธานาธิบดี ต่อมา บอริส เยลซิน ได้ลาออกแล้วให้ปูตินมารักษาการณ์แทน แล้วปูตินก็ได้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดี และได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 2 ของรัสเซีย เพราะบอริส เยลซินเป็นคนแนะนำ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ในวันที่ 14 มีนาคม 2004 ต่อมา เดือนธันวาคม ค.ศ. 2007 นิตยสารไทม์ได้เลือกให้เขาเป็นบุคคลแห่งปี 2007 ด้วยเหตุผลว่าเขามีความเป็นผู้นำซึ่งเปลี่ยนความวุ่นวายในรัสเซียให้มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น โดยนิตยสารไทมส์ ได้ขนานนามแก่ปูตินว่าเป็น “ซาร์แห่งรัสเซียใหม่” แม้ว่าปูตินจะสละตำแหน่งประธานาธิบดีให้แก่ ดมีตรี เมดเวเดฟแล้วก็ตาม แต่ปูตินก็ยังคงมีอำนาจและได้รับความนิยมอยู่ ต่อมา เดือนธันวาคม ค.ศ. 2007 นิตยสารไทม์ได้เลือกให้เขาเป็นบุคคลแห่งปี 2007 ด้วยเหตุผลว่าเขามีความเป็นผู้นำซึ่งเปลี่ยนความวุ่นวายในรัสเซียให้มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น โดยนิตยสารไทมส์ ได้ขนานนามแก่ปูตินว่าเป็น “ซาร์แห่งรัสเซียใหม่” แม้ว่าปูตินจะสละตำแหน่งประธานาธิบดีให้แก่ ดมีตรี เมดเวเดฟแล้วก็ตาม แต่ปูตินก็ยังคงมีอำนาจและได้รับความนิยมอยู่ และนี่คือบุคคลที่ต้องบอกเลยว่า เป็นผู้นำทรงอิทธิพลคนหนึ่งของโลกที่ทำให้ผู้นำหลายชาติต่างเกรงใจไม่มีใครกล้าเข้ามาแหยมด้วย

ประวัติ อังเกลา โดโรเธีย แมร์เคิล

Published / by adminsforit

ผู้นำทรงฮิทธิพลคนหนึ่งที่ทำให้เราต้องทึ้งและฮึ้งในความสามารถ แน่นอนว่าวันนี้ เรามาพูดถึงผู้นำทรงอิทธิพลคนหนึ่งในเยอรมันนี้ ที่ต้องบอกเลยว่า เธอเป็นผู้หญิง เป็นผู้หญิงที่เปี่ยมพลังและดูแล้วน่าเกรงขาม นามว่า อังเกลา โดโรเธีย แมร์เคิล เกิดเมื่อวันที่  17 กรกฎาคม พ.ศ. 2497 ณ เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี และได้ศึกษาทางด้านฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยไลพ์ซิจ หลังจบการศึกษา แมร์เคิลที่สถาบันวิทยาศาสตร์เยอรมนี และได้ลาออกในปี พ.ศ. 2533 เพื่อเข้ามาเล่นการเมือง ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของเยอรมนี ซึ่งได้รับการเลือกตั้งเข้าสู่รัฐสภาเยอรมันจากรัฐเมคเลนบูร์ก-ฟอร์พอมเมิร์น เป็นประธานพรรคสหภาพประชาธิปไตยคริสเตียน(CDU) ตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2543 และเป็นประธานกลุ่มพรรคสหภาพประชาธิปไตยคริสเตียน-สหภาพสังคมคริสเตียนในรัฐสภาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 จนถึง พ.ศ. 2548 ในปี พศ.2543 เธอเป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่งเหลือเกินที่เต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างล้นเหลือ โดยเธอเคยกล่าวกับนิตยสารไทม์นิตยสารชื่อดังที่คนทั่วโลกติดตามกัน เมื่อปี 2553 ไว้ว่า “ไม่เคยเลยสักครั้งที่ฉันจะประเมินตัวเองต่ำ ฉันมั่นใจแล้วก็ภูมิใจในตัวของฉันเอง และนั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดเสียหน่อย” ส่วนทางด้านชีวิตส่วนตัว นางแมร์เคิลผ่านการแต่งงานมาแล้ว 2 ครั้ง และไม่มีบุตรในปี พ.ศ. 2550 นางแมร์เคิลยังดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรียุโรปและประธานกลุ่มประเทศจีแปด นอกจากนั้นนางดำเนินบทบาทในการเจรจาสนธิสัญญาลิสบอนและปฏิญญาเบอร์ลินอีกด้วย ด้านนโยบายภายในประเทศ  นางแมร์เคิลเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศเยอรมนี นางได้รับการเลือกจากนิตยสาร Forbes ให้เป็นสตรีที่ทรงอำนาจมากที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน

ประวัติ เนลสัน โรลีลาลา แมนเดลา

Published / by adminsforit

เนลสัน โรลีลาลา แมนเดลา เกิดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2461 ที่ทรานสไก เป็นดินแดนปกครองตนเองของประเทศแอฟริกาใต้ ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ในช่วงปี พ.ศ. 2537-2542 และเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งที่ถูกต้อง ครบถ้วนและชัดเจนตามกระบวนการทางประชาธิปไตย ก่อนหน้านี้ เคยเป็นนักเคลื่อนไหวตัวยงเพื่อต่อต้านการถือผิวในประเทศของเขา แน่นอนว่าชื่อเสียงของแมนเดลาโด่งดังการกับการต่อต้านทำให้เขาได้เป็นที่รู้จักกันทั้งในและนอกประเทศ เริ่มเข้าสู่การเป็นผู้เคลื่อนไหวในแบบสันติ ต่อมาก็ได้กลายมาเป็นผู้นำกลุ่มกองกำลังติดอาวุธของพรรคสมัชชาแห่งชาติแอฟริกามีส่วนร่วมในกิจกรรมต่อต้านใต้ดินโดยใช้อาวุธ เช่น การก่อวินาศกรรม ในช่วงเวลานั้นเอง ผู้นำต่างชาติที่นิยมการถือผิวในประเทศแอฟริกาใต้ เช่น มาร์กาเรต แทตเชอร์ และ โรนัลด์ เรแกน ได้ประณามกิจกรรมเหล่านี้ว่าเป็นการก่อการร้าย แมนเดลา ถูกจำคุกเป็นเวลาทั้งสิ้น 27 ปี ส่วนใหญ่แล้วเป็นการถูกคุมขังในห้องขังเล็ก ๆ บนเกาะโรบเบิน ได้กลายมาเป็นกรณีตัวอย่างเรื่องของความอยุติธรรมของนโยบายการถือผิวที่ถูกกล่าวถึงไปทั่ว เขาได้รับการปล่อยตัวอย่างเป็นอิสระ ในปี พ.ศ. 2533 โดยนโยบายประสานไมตรีที่เนลสันได้นำมาใช้ทำให้แอฟริกาใต้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่แห่งประชาธิปไตย เป็นที่ยกย่องอย่างสูงภายในประเทศแอฟริกาใต้ในฐานะรัฐบุรุษอาวุโส ชาวแอฟริกันขนานนามสมาชิกชายอาวุโสของตระกูลแมนเดลาอย่างให้เกียรติว่า มาดิบา แต่มักเจาะจงหมายถึงเนลสัน แมนเดลาเท่านั้น เนลสัน แมนเดลา เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ที่บ้านของเขาในโจฮันเนสเบิร์ก เมืองหลวงของแอฟริกาใต้  หลังจากเจ็บป่วยมาเป็นเวลาอย่างยาวนาน เขาได้รับรางวัลต่าง ๆ มากกว่า 250 รางวัลตลอดช่วงเวลา 4 ทศวรรษ รางวัลที่สำคัญที่สุดคือ รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี พ.ศ. 2536